วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557
ครั้งที่ 6 วันที่ 13/12/56
แต่ละกลุ่มนำเสนองาน
หัวข้อนำเสนอมีดังนี้
หัวข้อนำเสนอมีดังนี้
1. เด็กออทิส
2. เด็กดาวน์ซินโดรม
3. เด็กสมองพิการ (เด็กซีพี)
2. เด็กดาวน์ซินโดรม
3. เด็กสมองพิการ (เด็กซีพี)
4. เด็กสมาธิสั้น
5. เด็กแอลดี
6. เด็กปัญญาเลิศหรือ IQ สูง
ครั้งที่ 5 วันที่ 6/12/56
พัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
พัฒนาการ
การเปลี่ยนแปลงในด้านการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะต่างๆ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
- มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
-พัฒนาการล่าช้าอาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน
-พัฒนาการล่าช้าในด้านหนึ่งอาจส่งผลให้พัฒนาการในด้านอื่นล่าช้าไปด้วย
ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการ
1. ปัจจัยด้านชีวภาพ
2. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
3. ปัจจัยด้านกระบวนการคลอด
4. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด
สาเหตุที่ทําให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
1. โรคทางพันธุกรรม
2. โรคทางระบบประสาท
3. การติดเชื้อ
4. ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
5. ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด
6. สารเคมี
ตะกั่ว
แอลกอฮอล์
นิโคติน
7. การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม
แนวทางการวินิจฉัยเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
1. การซักประวัติ
- โรคประจําตัวต่างๆ
- การเจ็บป่วยในครอบครัว
- โรคทางพันธุกรรม
- ประวัติการฝากครรภ์
- ประวัติเกี่ยวกับการคลอด
- พัฒนาการที่ผ่านมา
- การเล่นตามวัยการช่วยเหลือตนเอง
- ปัญหาพฤติกรรม
- ประวัติอื่นๆ
สรุปเมื่อซักประวัติแล้วจะทําให้สามารถบอกได้ว่า..
1. ลักษณะพัฒนาการล่าช้าดังกล่าวเป็นแบบคงที่ (static) หรือถดถอย (progressive encephalopathy)
2. เด็กมีระดับพัฒนาการช้าจริงหรือไม่ อย่างไร อยู่ในระดับไหน
3. มีข้อบ่งชี้ว่าจะมีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรมหรือไม่
4. สาเหตุของความบกพร่องทางพัฒนาการนั้นเกิดจากอะไร
5. ขณะนี้เด็กได้รับการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างไร
2. การตรวจร่างกาย
2.1 ตรวจร่างกายทั่วๆไป
2.2 ภาวะตับม้ามโต
2.3 ผิวหนัง
2.4 ระบบประสาทต่างๆ
2.5 ดูลักษณะของเด็กที่ถูกทารุณกรรม (child abuse)
2.6 ระบบการมองเห็นและการได้ยิน
3. การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ
4.การประเมินพัฒนาการ
- การประเมินแบบไม่เป็นทางการ
การประเมินที่ใช้ในเวชปฏิบัติ
- แบบทดสอบ Denver II , Gesell Drawing Test
- แบบประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด - 5 ปี สถาบันราชานุกูล สามารถใช้ในการคัดกรอง ประเมินพัฒนาการและส่งเสริมพัฒนาการ
แนวทางในการดูแลรักษา
1. หาสาเหตุทที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
2. การตรวจค้นหาความผิดปกติร่วม
3. การรักษาสาเหตุโดยตรง
4. การส่งเสริมพัฒนาการ
5. ให้คําปรึกษากับครอบครัว
สรุปขั้นตอนในการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
1. การตรวจคัดกรองพัฒนากร (Developmental screening)
2. การตรวจประเมินพัฒนาการ (Developmental assessment)
3. การให้การวินิจฉัยและหาสาเหตุ (Diagnosis)
4. การให้การรักษาและส่งเสริมพัฒนาการ (Treatment and early Intervention)
5. การติดตามและประเมินผลการรักษาเป็นระยะ (Follow up and evaluation)
สรุป
เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการจะมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน การ
สังเกตพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก การประเมนิพัฒนาการเด็กเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในเด็กกลุ่ม
เสี่ยงตามสาเหตุที่ทําให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการจะช่วยให้ค้นหาเด็กเหล่านี้ได้เร็วขึ้น
สามารถให้การช่วยเหลือได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้นตามศักยภาพ
ครั้งที่4 วันที่29/11/56
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์Children
with behavioral and emotional disorders)
-เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้
-เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนไม่ได้
-ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
แบ่งได้
2 ประเภท
1.
เด็กที่ได้รับผลกระทบกระเทือนทางอารมณ์
2.
เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้มักมีพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดคือ
-วตกกังวล
-หนีสังคม
-ก้าวร้าว
การจัดว่าเด็กมีความบกพร่องมฃทางพฤติกรรมและอารมณ์
ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบดังนี้
(1.)
สภาพแวดล้อม
(2.)
ความคิดเห็นของคนแต่ละบุคคล
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
-ไม่สามารถเรียนหนังสือในชั้นเรียนปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
-มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
-แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ
ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
-มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม
ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
(1.)
เด็กสมาธิสั้น Children
with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders
-เด็กที่ซนอยู่ไม่นิ่ง
ซนมากผิดปกติ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เด็กบางคนมีปัญหาสมาธิบกพร่อง
อาการหุนหันพลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ เด็กเหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่า “Attention Deficit Disorder (ADD)”
(2.)
เด็กออทิสติก
หรือเด็กออทิสซึ่ม Autistic/Autisum
ลักษณะเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-อุจาระ
ปัสาวะ รดเสื้อผ้าหรือที่นอน
-ยังติดขวดนม
ตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
-ดูดนิ้ว
กัดเล็บ
-หงอยเหงาเศร้าซึม
หนีสังคม
-เรียกร้องความสนใจ
-อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
-ขี้อิจฉา
ริษยา ก้าวร้าว
-ฝันกลางวัน
-พูดเพ้อเจ้อ
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
Children with Learning
Disabilities (L.D.) IQ ปกติ
-เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
-เด็กที่มีปัญหาทางการใช้ภาษา การพูด
การอ่าน การเขียน
-ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน
เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
-มีปัญหาในทักษะทางคณิตศาสตร์
-ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
-เล่าเรื่อง/ลำดับเหตุการณ์ไม่ได้
-มีปัญหาด้านการอ่าน การเขียน
-ซุ่มซ่าม
-รับลูกบอลไม่ได้
-ตัดกระดุมไม่ได้
-เอาแตใจตนเอง
เด็กออทิสติก
Autistic
-หรือ ออทิสซึ่ม
-เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหมาย
พฤติกรรม สังคม และความสามรถทางสติปัญญาในการเรียนรู้
-แต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
-ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
-ทักษะทางภาษา
-ทักษะทางสังคม
-ทักษะการเคลื่อนไหว
-ทักษะการเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรง
ขนาดและพื้นที่
หากระยะห่างของทักษะทางภาษา/สังคม
กับ ทักษะทางการเคลื่อนไหว/รูปทรงขนาดพื้นที่มีมาก อาการของออทิสติกจะมีมากตาม
ลักษณะของเด็กออทิสติก
-อยู่ในโลกของตนเอง
-ไม่เข้าไปหาใครเพื่อปลอบใจ
-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
-ไม่ยอมพูด
-เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ
-ยึดติดวัตถุ
-ต่อต้าน
หรือ แสดงกริยาอารมณ์รุนแรง และไร้เหตุผล
-มีทีท่าเหมือนคนหูหนวก
-ใช้วิธีการสัมผัส
และเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยวิธีการที่ต่างจากคนทั่วไป
เด็กพิการซ้อน Children
with Multiple Handisaps
-เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง
เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
-เด็กปัญญ่าอ่อนที่ตาบอด
กิจกรรม
ครั้งที่3 วันที่ 22/11/ 56
บันทึกการเรียนรู้
เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ (Children with Physical
and Health Impairment)
-เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
-อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
-มีปัญหาทางระบบประสาท (ประสาทสมอง)
-มีความลำบากในการเคลื่อนไหว
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท
1.อาการบกพร่องทางร่างกาย
1.1 ซีพี cerebral palsy (พิการทางสมอง)
-เป็นอัมพาทเนื่องจากระบบประสาทและสมองพิการ
หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลาย ก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
-การเคลื่อนไหว
การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพีมีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆของสมองแตกต่างกัน
อาการ
-อัมพาต
เกร็งแขนขา หรือชัก (Spastic)
-อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ
(Athetoid)
-อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia)
-อัมพาตตึงแข็ง
(Riggid)
-อัมพาตแบบผสม (Mixed)
1.2
กล้ามเนื้ออ่อนแรง Muscular Distrophy
-เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นเสื่อมสลายตัว
-เดินไม่ได้
นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
-จะมีความพิการซ้อนในภายหลัง
คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม
1.3 โรคทางระบบกล้ามเนื้อ Orthopedic
-ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก(club food)
กระดูกข้อต่อสะโพกเคลื่อนอัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina
Bifida)
-ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ(Infection) เช่น วัณโรค กระดูก หลังโก่ง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรัง มีหนอง เศษกระดูกผุ
-กระดูกหัก
ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ
1.4 โปลิโอ Poliomyelitis
-มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
-ยืนไม่ได้
หรืออาจปรับสภาพให้ยืนได้ด้วยอุปกรณ์เสริม
1.5
แขนขาด้วนแต่กำเนิด Limb Deficiency
1.6
โรคกระดูกอ่อน OsteugeneyisImperfeta
2. ความบกพร่องทางสุขภาพ
2.1 โรคลมชัก Epilepsy
-เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
(1.) ลมบ้าหมู Grand Mal
-เมื่อเกดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึก ในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็ง
หรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น
(2.) การชักในช่วงเวลาสั้นๆ Petit Mal
-เป็นอาการชักช่วงระยะเวลาสั้นๆ 5-10 วินาที
-เมื่อเกิดอาการชัก
เด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
-เด็กอาจจะนั่งเฉย
หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
(3.) การชักแบบรุนแรง Grand Mal
-เมื่อเกดอาการชักเด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง
เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นหาย และนอนหลับไปชั่วครู่
(4.) อาการชักแบบ Partial Complex
-เกิดอาการเป็นระยะ
-กัดริมฝีปาก
ไม่รู้ตัว ถูตามแขนขา เดิกนไปมา
-บางคนอาจเกิดความโกรธ
หรือโมโห หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก
(5.) อาการไม่รู้สึกตัว Focal Partial
-เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว
อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย
แต่ไม่มีอาการชัก
2.2 โรคระบบทางเดินหายใจ
2.3 โรคเบาหวาน Diabetes mellitus
2.4
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ Rheumatoid arthritis
2.5
โรคศีรษะโต Hydrocephalus
2.6
โรคหัวใจ Cardiac Conditions
2.7
โรคมะเร็ง Cancer
2.8
เลือดไหลไม่หยุด Hemophilia
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
-มีปัญหาที่เกี่ยวกับการทรงตัว
-ท่าเดินคล้ายกรรไกร
-เดินขากระเผลก หรือเดินอืดอาด
เชื่องช้า
-ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
-มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
-หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแก้ม
ริมฝีปาก หรือปลายนิ้ว
-พูดไม่ชัด ออกเสียงผิดเพี้ยน
อวัยวะที่ใช้ในการพูดไม่สามารถเป็นไปตามลำดับขั้น การใช้อวัยวะเพื่อนการพูดไม่ได้ดั่งตั้งใจ
มีอากัปกิริยาที่ผิดปกติขณะพูด
1.
ความผิดปกติด้านการออกเสียง
-ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของภาษาเดิม
-เพิ่มหน่วยเสียงเข้าในคำโดยไม่จำเป็น
-เอาเสียงหนึ่งมาแทนเสียงหนึ่ง
เช่น กวาน เป็น ฝาด
2.
ความผิดปกติด้านจังหวะ เวลาของการพูด เช่น การพูดรัว การพูดติดอ่าง
3.
ความผิดปกติด้านเสียง
-ระดับเสียง
-ความดัง
-คุณภาพของเสียง
4.
ความผิดปกติทางการพูดและภาษา อันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง
โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ Aphasia
4.1
Motor Aphasia
-เด็กที่เข้าใจคำถาม หรือคำสั่ง แต่พูดไม่ได้ออกเสียงลำบาก
-พูดช้าๆ
พอพูดตามได้บ้างเล็กน้อย บอกชื่อสิ่งของพอได้
-พูดไม่ถูกไวยกรณ์
4.2 Wernicke’s aphasia
-เด็กที่ไม่เข้าใจคำถามหรือคำสั่ง ได้ยินแต่ไม่เข้าใจคววามหมาย
-ออกเสียงไม่ติดขัด
แต่มักใช้คำผิดๆ หรือใช้คำอื่นซ้ำไม่มีความหมายมาแทน
4.3 Conduction aphasia
-เด็กที่ออกเสียงได้ไม่ติดขัด เข้าใจคำถามดี
แต่พูดตามหรือบอกสิ่งของไม่ได้ มักเกิดร่วมไปกับ อัมพาตของร่างกายซีกขวา
4.4 Nominal aphasia
-เด็กที่ออกเสียงได้เข้าใจคำถามดี พูดตามได้
แต่บอกชื่อวัตถุไม่ได้เพราะลืมชื่อ บางทีก็ไม่เข้าใจความหมายของคำ
มักเกิดร่วมไปกับ Gerstmann’s Syndrome
4.5
Global aphasia
-เด็กที่ไม่เข้าใจทั้งภาษษพูดและภาษาเขียน
-พูดไม่ได้เลย
4.6 c
-เด็กที่เขียนเองไม่ได้ เขียนตอบคำถาม หรือเขียนชื่อวัตถุก็ไม่ได้
มักเกิดร่วมกับ Gerstmann’s Syndrome
4.7
Montoragraphia
-เด็กที่ลอกตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ไม่ได้ เขียนตามคำบอกไม่ได้
4.8 Cortical alexia
-เด็กที่อ่านไม่ออกเพราะไม่เข้าใจภาษา
4.9 Motor alexia
-เด็กที่เห็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ เข้าใจความหมายแต่อ่านออกเสียงไม่ได้
4.10 Gerstmann’s syndrome
-ไม่รู้ชื่อนิ้ว finger agnosia
-ไม่รู้ซ้ายขวา allochiria
-คำนวณไม่ได้ acalculia
-เขียนไม่ได้ agraphia
-อ่านไม่ออก alexia
4.11 Visual agnosia
-เด็กที่มองเห็นวัตถุ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร บางทีบอกชื่อนิ้วตัวเองไม่ได้
4.12
Auditory agnosia
-เด็กที่ไม่มีคว่มบกพร่องทางการได้ยิน
แต่แปลความหมายของคำ หรือประโยคที่ได้ยินไม่เข้าใจ
ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา
-ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ
ร้องไห้เบาๆ และอ่อนแรง
-ไม่อ้อแอ้ภายใน 10 เดือน
-ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ
-ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
-หลัง 5 ขวบเด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
-มีปัญหาในการสื่อความหมาย
พูดตะกุกตะกัก
-ใช้ท่าทางในการสื่อคามหมาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



